see test treat

hiv-aidsารรณรงค์ให้คนไทยตรวจเอดส์แต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะป่วยขึ้นมา หรือก่อนที่จะแพร่เชื้อให้คนอื่นๆ อีกหลายคนโดยไม่รู้ตัว (Early testing) และการรณรงค์ให้คนไทยที่ติดเชื้อ เข้าสู่ระบบการดูแลรักษาโดยเร็ว (Early treatment) เพื่อจะได้ไม่ป่วย และมีอายุยืนยาวเหมือนคนทั่วไป อีกทั้งยังไม่ส่งต่อเชื้อให้ผู้อื่น (Treatment as prevention) จะเป็นสิ่งที่คุ้นหูคุ้นตาของคนไทยในช่วงนี้ โดยเฉพาะช่วงที่กำลังเข้าใกล้วันเอดส์โลกในวันที่ 1 ธันวาคมนี้

นโยบายเรื่องเอดส์ตรวจเร็วและรักษาทันที (Test and treat) เป็นนโยบายระดับชาติ ที่หวังจะยุติการแพร่ระบาดของเอดส์ภายในปี พ.ศ. 2563 หรือในอีก 6 ปีข้างหน้า ซึ่งหลายคนฟังดูแล้วอาจบอกว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะก็พูดแบบนี้มา 30 ปีแล้ว ก็ไม่เห็นจะมีอะไรดีขึ้นมากนัก แต่รอบนี้ กระทรวงสาธารณสุขเอาจริง เพราะความรู้ปัจจุบันบอกว่าทำได้ มีวิธีทำ และประเทศไทยมีศักยภาพที่จะทำ การทำจะมีประโยชน์ต่อประเทศในระยะยาว

แม้ว่าตอนเริ่มต้นอาจต้องลงทุนมากหน่อย และเหนื่อยหน่อย จึงน่าที่ประชาชนอย่างเราๆ ควรฟังดูว่าเขาจะทำอย่างไร แล้วเราในฐานะส่วนหนึ่งของเจ้าของประเทศ จะเข้าไปมีบทบาทได้อย่างไร เพื่อนำไปสู่ความหวังที่ประเทศตั้งเป้าหมายไว้ อย่าลืมว่าไม่ว่านโยบายจะดีเลิศอย่างไร ถ้าคนในชาติไม่ร่วมมือ ไม่เอาด้วย นโยบายนั้นก็ยากที่จะสำเร็จ

1DSC 6949n re

คนไทยที่ติดเชื้อเอชไอวีและยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ มีประมาณ 6 แสนคน เกือบครึ่งของคนที่ติดเชื้อ ยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อ เพราะไม่เคยไปตรวจ หรือยังไม่ได้ไปตรวจซ้ำ จึงทำให้ส่งต่อเชื้อให้คนอื่นๆ โดยไม่ตั้งใจ ส่วนคนที่รู้ตัวว่าติดเชื้ออยู่แล้ว เมื่อได้รับข้อมูลในการป้องกันที่ดีพอ หรือได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัส ก็แทบจะไม่แพร่เชื้อให้ใครเลย ดังนั้น มาตรการที่สำคัญมาตรการหนึ่งในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดของเอดส์ก็คือ ทำให้คนที่มีเชื้อเอชไอวีอยู่รู้สภาพการติดเชื้อของตัวเองให้เร็วที่สุด หรือพูดสั้นๆ คือให้ไปรีบตรวจเอดส์

คนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงควรรีบไปตรวจมากที่สุด เพราะโอกาสจะตรวจเจอว่าติดเชื้อมีมาก ในปัจจุบัน คงไม่ต้องพูดซ้ำๆ ซากๆ อีกแล้วว่าพฤติกรรมเสี่ยงคืออะไร ทุกคนควรเข้าใจถ้าไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไป สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อนุมัติให้คนไทยทุกคน ทุกสิทธิ์สามารถใช้บัตรประจำตัวประชาชนไปตรวจเอดส์ได้ฟรี ที่โรงพยาบาลของรัฐปีละ 2 ครั้ง มาตรการนี้มีประโยชน์มากสำหรับคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง จะได้ตรวจเจอแต่เนิ่นๆ คนที่เสี่ยงบ่อยมากๆ อาจต้องตรวจมากกว่าปีละ 2 ครั้ง หรือทุกครั้งหลังจากที่ไปเสี่ยงมา ซึ่งถ้าตรวจเกินปีละ 2 ครั้งก็ต้องออกเงินเอง สำหรับคนที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงในภาวะปัจจุบัน ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย เพราะอาจติดเชื้ออยู่ก่อนหน้านี้แล้วก็ได้ จากพฤติกรรมในอดีตของตัวเองหรือของคู่ของเรา

K71112-500

ดังนั้นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็ควรจะไปตรวจเอดส์เช่นกัน โดยไปตรวจพร้อมคู่นอนครั้งเดียวในชีวิตก็อาจจะพอ ที่เน้นเรื่องการไปตรวจพร้อมๆ กันกับคู่นอนก็เพื่อจะได้รู้ผลพร้อมๆ กัน ใครติดหรือไม่ติดก็จะได้รู้พร้อมกัน เพราะการที่ภรรยาตรวจเจอก่อนแล้ว จะให้ไปบอกสามีมาตรวจนั้นยากมาก เพราะไม่แน่ใจว่าจะติดมาจากสามีคนปัจจุบันหรือไม่ ถ้าทั้งคู่ตรวจแล้วไม่เจอ ก็ไม่ต้องกลับมาตรวจอีกเลย นอกจากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปทำอะไรเสี่ยงมา จึงค่อยตรวจซ้ำเฉพาะรายนั้น

เมื่อพูดถึงการตรวจให้เจอเร็วแล้ว มาตรการต่อเนื่องที่สำคัญตามมาคือการรักษาเร็ว หรือรักษาทันทีหลังตรวจพบว่าติดเชื้อ ซึ่งในอดีตจนถึงปัจจุบัน แพทย์จะรอจนภูมิต้านทาน (CD4) ของผู้ติดเชื้อต่ำลงถึงระดับหนึ่ง จึงจะเริ่มให้ยาต้านไวรัสเอดส์ อาจเป็นเพราะว่ายาต้านฯ ในสมัยนั้นยังมีราคาแพงอยู่ หรือประเทศมีงบประมาณไม่เพียงพอ เลยจำกัดให้ยาในคนที่จำเป็นมากๆ ก่อนเพื่อช่วยให้มีชีวิตรอด แต่ในปัจจุบัน ยาต้านฯ มีราคาถูกลงมาก ประกอบกับพบว่าประโยชน์ในระยะยาวของการเริ่มให้ยาต้านฯ เร็วขึ้น มีมาก เช่น

ลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีและวัณโรคไปสู่คนอื่น ลดการเป็นโรคของผู้สูงวัย เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ มะเร็ง ฯลฯ เลยทำให้แนวทางในการเริ่มยาต้านฯของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเร็วขึ้น เช่น องค์การอนามัยโลกกำหนดว่า ควรเริ่มยาต้านฯ เมื่อ CD4 ต่ำกว่า 500 ในขณะที่ สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศแนะนำให้เริ่มยาต้านฯ เลยไม่ว่าภูมิต้านทานจะสูงเท่าไรก็ตาม หรือพูดสั้นๆ คือรีบรักษา ประเทศไทยได้วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียแล้ว มีนโยบายให้เริ่มยาต้านฯ ได้ที่ทุกระดับของ CD4 ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 เป็นต้นไป ด้วยเหตุผลคือผู้ติดเชื้อ ได้ประโยชน์ และไม่หลุดหายไปจากระบบการดูแลรักษา จากการติดตาม CD4ไปนานๆ โดยไม่ได้รับยาต้านฯ และที่สำคัญสุดคือ การได้รับยาต้านฯ ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป คนๆ นั้นก็จะมีปริมาณเชื้อเหลืออยู่ในตัวน้อยมาก จนไม่แพร่เชื้อให้คนอื่นได้อีกต่อไป เสริมกลยุทธของการยุติการแพร่เชื้อ อีกทั้งเมื่อรักษาเร็ว ผู้ติดเชื้อก็จะไม่ป่วย และไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากเอดส์ เป็นการยุติปัญหาการเสียชีวิตจากเอดส์ได้ด้วย

kidney-cancer-test-kit-1

เมื่อรัฐมีนโยบายเช่นนี้ เราประชาชนตัวเล็กๆ จะช่วยรัฐผลักดันยุทธศาตร์นี้ให้สำเร็จได้อย่างไร เริ่มแรกทุกคนในชาติต้องรีบหาเวลาว่างไปตรวจเอดส์ อย่างน้อยก็สักครั้งหนึ่งในชีวิต ตรวจเพื่อให้รู้ว่าเรากับคู่ไม่ติดเชื้อ ถ้าตรวจเจอก็ต้องรีบเข้าสู่ระบบการรักษาด้วยยาต้านไวรัสฯ โดยไม่ชักช้า และต้องกินยาต่อเนื่องตรงเวลา บางครั้งเราที่เป็นประชาชนอยากตรวจ อยากเริ่มยา แต่แพทย์ผู้มีหน้าที่สั่งตรวจ สั่งยาอาจยังไม่เข้าใจเหตุผลความต้องการของเราดีพอ เราอาจต้องอธิบายให้แพทย์เข้าใจ เป็นวิทยาทาน แต่อย่าลืมนะครับ ว่านอกจากตรวจเร็วและรักษาทันทีแล้ว มาตราการการป้องกันการติดเชื้ออื่นๆ ที่เราคุ้นเคยอยู่เดิมก็ยังต้องใช้ต่อ เช่น การจำกัดคู่นอน การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย การใช้ถุงยางอนามัย การใช้เข็มฉีดยาเสพติดที่สะอาด และแม้กระทั่งการป้องกันการติดเชื้อวิธีใหม่ๆ เช่น การกินยาต้านฯก่อนและหลังสัมผัสเชื้อ ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องใช้ควบคู่กันไป

ศาสตราจารย์กิตติคุณนายแพทย์ประพันธ์ ภานุภาค
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย
18 กันยายน 2557