45 years

kachadโลหิต เป็นสิ่งสำคัญ และจำเป็นในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บ ถึงแม้ว่า นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย จะได้พยายามค้นหาสารอื่นเพื่อนำใช้แทนโลหิต แต่ยังไม่เคยประสบผลสำเร็จแต่ประการใด จึงจำเป็นที่จะต้องให้โลหิตจากมนุษย์บริจาคให้แก่กัน

เนื่องโอกาสครบรอบวันสถาปนา 45 ปี ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ตรงกับวันที่ 13 ตุลาคม 2557 นี้ แพทย์หญิงสร้อยสอางค์ พิกุลสด ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้กล่าวว่า จากการที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ได้รับมอบหมายจากรัฐบาล ให้ทำหน้าที่หลักในการจัดหาโลหิตจากผู้บริจาคที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ให้มีปริมาณเพียงพอ มีความปลอดภัยและมีคุณภาพสูงสุด เพื่อนำไปใช้รักษาผู้ป่วยทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลา 45 ปี ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติได้มีการเติบโต และพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปัจจุบันงานบริการโลหิตของประเทศไทย อยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ เนื่องจากสามารถทำให้มีการบริจาคโลหิตโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนได้ถึง ร้อยละ 94 ซึ่งบางประเทศในภูมิภาคยังคงมีการซื้อขายโลหิตมากถึง ร้อยละ 80

 blood 01

ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ปริมาณโลหิตที่ได้รับจากการบริจาค ควรจัดหาให้ได้ประมาณร้อยละ 3 หรือประมาณ 1.9 ล้านยูนิต ปัจจุบันปริมาณโลหิตที่จัดหาได้ในประเทศไทยยังไม่ได้ตามเกณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากปริมาณโลหิตที่ได้รับบริจาคยังไม่สม่ำเสมอ และต่อเนื่องตลอดปี อีกทั้ง การขอใช้โลหิตของโรงพยาบาลต่างๆ ยังคงเพิ่มขึ้น 8-10 % โดยมีเป้าหมายที่สำคัญของการรับบริจาคโลหิตของประเทศ จะต้องมาจากผู้บริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจ ไม่หวังสิ่งตอบแทนให้ได้ 100 % ในปีค.ศ. 2020 หรือพ.ศ. 2563

blood 02

นอกจากการพัฒนางานด้านจัดหาโลหิต ยังพัฒนางานด้านวิทยาการและเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้บริการโลหิตแก่ผู้ป่วยมีความปลอดภัยและได้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยโลหิตที่ได้รับบริจาคทุกยูนิต จะต้องได้รับการตรวจคัดกรอง หาเชื้อ ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ได้แก่ ซิฟิลิส, ไวรัสตับอักเสบ บี, ไวรัสตับอักเสบ ซี และไวรัสเอชไอวี และนำเทคโนโลยีการตรวจคัดกรองโลหิต ที่มีมาตรฐานสูงที่สุดในโลกขณะนี้มาใช้ เรียกว่า การตรวจ NAT (Nucleic Acid Amplification Technique) หมายถึงวิธีการทดสอบหาเชื้อไวรัส โดยการเพิ่มขยายยีน หรือสารพันธุกรรม (กรดนิวคลิอิก ได้แก่ DNA หรือ RNA) เป็นเทคนิคที่มีความไวมากในการตรวจหาการติดเชื้อ

blood 03

จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากโลหิตของผู้บริจาค ที่มีการติดเชื้อในระยะแรก (Windows period) ที่มีความปลอดภัยสูงมาก อีกทั้ง มีการฝึกอบรมบุคลากรให้มีความพร้อมและมีทักษะในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการเจาะเก็บโลหิต ความก้าวหน้าในการเตรียมส่วนประกอบโลหิต ซึ่งเป็นการใช้โลหิตอย่างเหมาะสมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์ และความปลอดภัยสูงสุด มีการผลิตถุงบรรจุโลหิต และผลิตผลิตภัณฑ์โลหิตชนิดต่างๆ เพื่อสนับสนุนงานธนาคารเลือดทั่วประเทศ ทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้ระบบคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9000:1494 ,ISO 9001:2000 จนถึง ISO 9001:2008 ในปัจจุบัน รวมทั้งได้การรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการ ISO 15189:2007 และ ISO 15190:2003 ซึ่งเป็นระบบมาตรฐานที่สร้างการยอมรับ ในเรื่องความแม่นยำของผลการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการ จากสำนักมาตรฐานห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

blood 04 blood 05

 

และยังได้รับความไว้วางใจจากองค์การอนามัยโลกแต่งตั้งให้ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เป็นศูนย์กลางฝึกอบรมด้านเวชศาสตร์งานบริการโลหิต ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (WHO Collaborating Center for Training in Blood Transfusion Medicine) นอกจากนี้ ได้จัดตั้งโครงการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (National Stem Donor Registry Program) โดยแพทยสภา ได้ประกาศเป็นข้อบังคับ ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชธรรม เกี่ยวกับการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตในราชกิจจานุเบกษา และกำหนดให้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เป็นหน่วยงานเดียวที่มีหน้าที่ในการจัดหาผู้บริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต ที่ไม่ใช่ญาติให้กับผู้ป่วย เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยโรคทางโลหิต และมะเร็งบางชนิด ได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตมากขึ้นในอนาคต

blood 06 blood 07

 

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนางานบริการโลหิต ขยายไปยังส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยการจัดตั้งภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ คือ มีบทบาทหน้าที่ในการรณรงค์จัดหาผู้บริจาคโลหิต การรับบริจาคโลหิต ตรวจคัดกรองคุณภาพโลหิต เตรียมส่วนประกอบโลหิต และแจกจ่ายโลหิตให้แก่ โรงพยาบาลของจังหวัดในเครือข่าย เพิ่มศักยภาพการบริการโลหิตอย่างครบวงจร อันจะทำให้ได้โลหิตที่มีคุณภาพปลอดภัยสูงสุด และเพียงพอแก่ความต้องการของผู้ป่วยอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ และเป็นมาตรฐานเดียวกับที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ปัจจุบันภาคบริการโลหิตแห่งชาติ ที่สามารถดำเนินงานได้อย่างครบวงจร โดยมีการดำเนินการรับบริจาคโลหิต มีจำนวน 9 แห่ง ได้แก่

  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 3 จังหวัดชลบุรี
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 4 จังหวัดราชบุรี
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 5 จังหวัดนครราชสีมา
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 6 จังหวัดขอนแก่น
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จังหวัดอุบลราชธานี
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 8 จังหวัดนครสวรรค์
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 10 จังหวัดเชียงใหม่
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 12 จังหวัดสงขลา
  • ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ จังหวัดภูเก็ต และ
  • งานบริการโลหิต สถานีกาชาดหัวหินเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ในการบริหารจัดการข้อมูลผู้บริจาคโลหิต ได้มีการพัฒนาระบบ software จาก AS/400 เป็นระบบ H2G เพื่อให้การเก็บข้อมูลผู้บริจาคโลหิต การเจาะเก็บโลหิต การตรวจคัดกรองโลหิต และการจ่ายโลหิต สามารถสืบค้นได้อย่างละเอียดครบถ้วน และสามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ วิจัยได้พัฒนาได้ในอนาคต

blood 09

เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสาธารณสุข เพื่อผู้ป่วยได้ใช้ผลิตภัณฑ์จากพลาสมาได้ในราคาเท่าเทียมศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงเป็นองค์การหลักในการจัดตั้ง “ศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสมา” เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรครุนแรงและเรื้อรังต่างๆ โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนมกราคม พ.ศ. 2556 ณ ที่ดินสภากาชาดไทย ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี จะแล้วเสร็จ และเริ่มผลิตผลิตภัณฑ์พลาสมาใน พ.ศ. 2559 มีกำลังการผลิตสูงสุด 200,000 ลิตร/ปี

blood 08 blood 10

 

ผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จากพลาสมา 3 ชนิด ประกอบด้วย

  • Albumin ใช้รักษาโรคไต โรคมะเร็ง และ โรคเบาหวาน
  • Intravenousimmunoglobulin (IVIG) ใช้รักษาโรคภูมิคุ้มกันต่อต้านตัวเอง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และ
  • Factor VIII Concentrate ใช้รักษาโรคฮีโมฟีเลีย A เป็นต้น

การจัดตั้งศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์จากพลาสมา ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างมหาศาล ทั้งด้านสาธารณสุข ด้านสังคม เศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ สามารถผลิตภัณฑ์พลาสมา คุณภาพเพื่อคนไทย ก้าวไกลสู่มาตรฐานสากล เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ตามนโยบายบริการโลหิตแห่งชาติที่ว่า “งานบริการโลหิตของประเทศ ไทยได้มาตรฐานสากลและทันสมัย ประชาชนได้รับโลหิต ส่วนประกอบโลหิต และผลิตภัณฑ์โลหิตที่ปลอดภัย มีคุณภาพ และเพียงพอ เพื่อการรักษา โดยใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศบริหารจัดการข้อมูล” ขอให้ประชาชนทุกคนเชื่อมั่นถึงความมุ่งมั่นและพัฒนางานต่างๆ เพื่อผู้ป่วยทั่วประเทศ